ชีวิตได้พลิกผันอีกครั้ง เมื่อประมาณปี2543 เพื่อนซึ่งเปิดร้านอาหารได้ย้ายจากชลบุรีมาเช่าตึกแถวขายอาหารที่กรุงเทพฯ แต่ขายไม่ดี ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นหน้าม้ามานั่งกินเพื่อให้ร้านดูมีคน ผ่านไป 2 เดือน ก็ยังขายไม่ดีขึ้น ข้าพเจ้าจึงบอกเพื่อนให้ย้ายที่ขายใหม่ (ช่วงนี้ข้าพเจ้าว่างมาก ไม่มีงานทำ ตกงาน) เลยอาสาจะหาที่ขายให้ใหม่ ช่วงกลางวันก็จะขับรถตระเวณดูสถานที่ใหม่ มีอยู่วันหนึ่งหิวมาก ขับรถผ่านร้านส้มตำไก่ย่าง จึงแวะกิน ได้เกิดความคิดแว่บขึ้นมาทันที เรื่องขายไก่ย่าง เพราะเราเองก็พอรู้สูตรอร่อยๆ เมื่อสมัยเด็กๆ กินไก่ย่างประจำ จึงบอกเพื่อนว่าไม่ต้องเปิดร้านอาหารหรอก .. ขายไก่ย่างดีกว่า ทำเป็นหุ้นส่วนกัน ลงทุนน้อย ข้าพเจ้าเองก็จะได้มีงานทำบ้าง ว่าแล้วจึงนัดกันวันรุ่งขึ้น ตี2 จะไปสำรวจแหล่งไก่บ้านทางอิสาน ซึ่งก็โชคดี ได้ข้อมูลมาครบ กลับมาเริ่มวางแผน ทำโต๊ะ ทำป้ายสติ๊กเกอร์ ทุกอย่างทำเองหมด หาทำเลที่จะขาย จุดแรกได้ที่ของเพื่อนที่เหลือจากถูกเวณคืน มีต้นไม้ใหญ่ไว้อาศัยร่มเงา เดิมที่ดินแปลงนี้คือที่ทิ้งเศษขยะ และกิ่งไม้ เศษดิน เศษปูน เราเริ่มเกลี่ยดินใต้ต้นไม้ เพื่อตั้งเตา และโต๊ะขาย สภาพไม่ต่างจากที่เคยเห็นร้านขายของข้างทางหลวง จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่เราไม่มีเพิงหลังคาไม่มีร่มกันแดด อาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นร่มเงาให้เท่านั้น เราตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดขายสัก 20 จุด พร้อมๆ กัน คิดการใหญ่ ขอมีกำไรจุดละ 100 บาท ก็จะมีกำไรวันละ 2,000 บาท เดือนละ 60,000 บาท นั่นคือความหวัง แต่เมื่อเริ่มต้นก็เริ่มมีปัญหา คือ เรื่องคนทำงานแต่ละจุดหาไม่ได้ เลยลดเหลือ 3 จุด แต่ละจุดไกลกันมาก ทุกเช้าต้องไปส่ง ตอนเย็น 5 โมงเย็นต้องไปรับกลับ แต่ละจุดขายไม่ค่อยดี ได้วันละไม่กี่ตัวขาดทุนทุกจุด ยังดีที่เราได้มีการคุยกันไว้ก่อน เรายอมขาดทุนสัก 2 เดือน เราเชื่อมั่นคุณภาพ รสชาติไก่เราอร่อยจริงๆ ขอให้ลูกค้าแวะมาซื้อเถอะเชื่อได้เลยว่าจะต้องเป็นลูกค้าประจำแน่ อ้อ! ลืมบอกไปว่าระยะแรก เราขายไก่เฉพาะห่อกลับเท่านั้น ไม่มีที่นั่งกิน เริ่มจ้างคนเขียนป้ายผ้า "เชิญพิสูจน์ อร่อยจริงๆ" "TAKE HOME" ได้ผล ยอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังขาดทุน อะไรที่ทำเองได้เราจะทำเองจะไม่จ้าง กลัวขาดทุนเพิ่ม เช่น ข้าพเจ้าต้องขับรถไปซื้อไก่เอง เกือบถึงอุดร ไปคนเดียวถนนก็ไม่ค่อยดีอยู่ในระหว่างกรมทางหลวงกำลังปรับปรุงให้เป็นถนน 4 เลน ระยะทาง 500 ก.ม. จึงต้องตื่นตี 2 รถบรรทุกสิบล้อจะได้ไม่มาก ขับรถไปถึงที่นั่น 8 โมงเช้า บรรทุกไก่เสร็จต้องรีบขับรถกลับให้ทันก่อน 5 โมงเย็น เพื่อรับพนักงานขายตามจุดต่างๆ กลับบ้าน ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นจะเหนื่อยมากไม่มีเวลาดูแลปรับปรุงวิธีการขายเลยปล่อยให้หุ้นส่วนบริหารเอง สรุปคือ เดือนแรกขาดทุน พอเดือนที่ 2 ผ่านไปได้ 15 วัน ลองคำนวณรายรับรายจ่ายก็ยังขาดทุน หุ้นส่วนเริ่มจะยอม ไม่สู้ต่อ มาบอกข้าพเจ้าจะไม่ทำแล้วจะขอไปเปิดร้านอาหารเอง ได้คุยกันว่ายอดขาดทุนข้าพเจ้าจะรับเอง เพื่อนไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ข้าพเจ้าจะเลิกไม่ได้ เพราะได้บอกคนรู้จักและเพื่อนๆ ให้มาอุดหนุน ข้าพเจ้ายังเชื่อมั่นว่า ไก่ย่างของข้าพเจ้า "อร่อยหนึ่งในเมืองไทย" เหมือนโชคช่วย หรือถูกลิขิตต้องมาทำอาชีพร้านอาหาร เพียง 4-5 วันหลังจากแยกหุ้นส่วนแล้ว ยอดขายวันนั้นเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า คนมายืนคอยไก่ย่าง 10 กว่า 20 คน ย่างก็ไม่ทัน พอคนยืนคอยมากๆ รถที่ออกจากซอยก็มอง เป็นจุดเด่นเลย
 
 
ต่อมารถที่เคยมองก็เริ่มซื้อเป็นลูกค้าประจำของเราเลย ที่ต้องไปซื้อไก่เองก็เริ่มจ้างรถไปรับมาให้ พอมีเวลาดูแลร้านขายแล้ว เริ่มซื้อไม้มาทำร้านเป็นเพิง เสาไม้ 4 ต้น ไม้1"x3" ราคา 600 กว่าบาท ข้างบนหลังคาก็ใช้เสื่อน้ำมันเก่าที่ไม่ใช้แล้วมามุงกันแดด ยอดขายก็พอใช้ได้ ขยายเวลาขายออกไปถึง 1 ทุ่ม ไม่มีไฟฟ้า เราใช้ตะเกียงจ้าวพายุจุดให้แสงสว่าง ยิ่งเป็นจุดเด่น ใครผ่านไปมาก็มอง จะมีก็ช่วงบ่ายที่เงียบไม่ค่อยมีคนซื้อ ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีหาไก่ที่ย่างไว้แล้วตัวเหลืองทองสวยๆ แล้วทำทีเป็นยืนย่าง ทั้งๆที่ในเตาไม่มีไฟหรอก แล้วก็ให้ลูกๆมายืนที่หน้าร้านทำให้ดูเหมือนมีคนซื้อ ร้านข้าพเจ้าอยู่ปากซอยหัวมุมติดถนนใหญ่ รถที่ออกจากซอยจะต้องชลอเป็นจังหวะดีสำหรับเราที่จะแสดงไก่ย่างสีสวย วิธีคือจะคอยดูรถที่ขับมาเพื่อจะออกถนนใหญ่เริ่มชลอรถ เราก็ทำทีเป็นยกไก่ย่างขึ้นดู โดยหันด้านที่มีหนังสีเหลืองทองไปทางที่รถวิ่งมา รถทุกคันก็จะเห็นไก่ที่เหลืองอร่าม ไม่เป็นไรวันนี้ไม่ซื้อครั้งต่อๆไปเห็นต้องซื้อแน่ และจะต้องเป็นลูกค้าประจำ เราได้ลูกค้าลักษณะนี้ก็ไม่น้อย ขายอยู่ได้ไม่กี่เดือน ฐานลูกค้าเราใหญ่ขึ้น เริ่มมีการขอให้มีที่นั่งกิน เราก็ไปซื้อซุ้มไม้ไผ่มา 3 ชุด มาตั้งคนนั่งเต็มทุกวัน บางครั้งมา 2 คนกินไก่ 2-3 ตัว มีไก่แล้วต้องมีข้าวเหนียวขาย ตั้งแต่วันแรกที่ขายข้าวเหนียวจนถึงปัจจุบัน เราใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน เพราะเชื่อว่าข้าวเหนียวดีที่สุดคือเขี้ยวงู ขายไก่ขายข้าวเหนียวทำไมไม่มีส้มตำลูกค้าเริ่มถามถึง เอาล่ะซิ! ส้มตำพอตำได้แต่ไม่อร่อยจะทำอย่างไร เราต้องหาสูตรที่อร่อยให้ได้ เริ่มซื้อมะละกอมาตำแล้วเรียกเพื่อนๆ มาชิม มีข้อแม้ ห้ามชม ขอให้ติอย่างเดียว ทุกครั้งจะทำข้อมูลไว้ตลอด ภรรยาจะเป็นคนลงมือ ข้าพเจ้ากับเพื่อนก็ชิม ทดลองอยู่นานพอสมควร จึงได้จุดลงตัว ความอร่อยได้แล้วต้องหาจุดเด่นส้มตำของเราให้ได้ เราจะใช้กุ้งแห้งตัวใหญ่ๆ (ซื้อมาแล้วเราต้องทำความสะอาดโดยการต้มทุกครั้ง ขจัดสิ่งสกปรกและสีย้อมกุ้ง) คิดแล้วก็ยังไม่ใช่จุดเด่นมากนัก ข้าพเจ้ามีเพื่อนที่ทำถั่วกระจกที่ขอนแก่น น่าจะเอาจุดนี้เป็นจุดเด่นได้ จึงตั้งชื่อส้มตำไทยถั่วกระจก เริ่มเปิดตัวเราตำแจกกับทุกคนที่มาซื้อไก่ย่าง 1 ตัวแถมส้มตำ 1 ถุง แจกอยู่ 5 วัน ผลสะท้อนกลับมา ทุกคนบอกว่าอร่อยมาก เราถึงเริ่มขายแล้วก็ขายดี ตั้งแต่วันแรกที่ขายจนถึงปัจจุบัน ระยะแรกที่มีคนนั่งกินนั้นเราไม่พร้อมที่จะเปิดเป็นร้านอาหาจึงใช้กล่องโฟมแทนจานใส่อาหาร ใช้ช้อนส้อมพลาสติกให้ลูกค้า โฟมและช้อนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง น่าจะสะอาด สถานที่เราไม่มีน้ำประปาไม่มีไฟฟ้าใช้ สิ่งไหนใช้ครั้งเดียวน่าจะดีที่สุดในขณะนั้น จากนั้นไม่นานเรามั่นใจแล้วที่จะเปิดเป็นร้านอาหาร จึงเริ่มก่อสร้างที่ขายเป็นเพิงกว้าง 8 x 8 ม. จะทำให้มีที่นั่งกินดีหน่อย เมื่อสร้างเสร็จลูกค้าก็เพิ่มจึงต้องเพิ่มอาหาร จำพวก ลาบ ซุปหน่อไม้ คอหมูย่าง น้ำตก ต้มแซบ ก็ใช้วิธีเดิมคือให้คนสนิทมาชิมได้จุดอร่อย แล้วจึงออกในรายการอาหาร คงจะเป็นดวงของเราที่จะต้องขายอาหารแน่ๆ ทำอะไรออกมาขายดีทุกอย่าง วัตถุดิบคงจะมีส่วนช่วยมาก เราจะใช้วัตถุดิบที่ดี ส่วนความสะอาด ข้าพเจ้าจะคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ลูกค้าจะบอกปากต่อปากถึงความอร่อย สะอาดและราคาถูก ลูกค้าเพิ่มขึ้นต้องสร้างสถานที่เพิ่มจาก 1 เป็น 2, 3,4,5,6 ครั้ง เต็มพื้นที่ ขยายต่อไม่ได้แล้ว
 
         ปัจจุบันที่ร้านมีอาหารอิสานและอาหารเวียดนาม อาหารจากปลาและกุ้ง อาหารที่เราทำขายจะต้องมีการทดสอบรสชาติเสมอ ถึงลูกค้าส่วนใหญ่จะบอกว่าอร่อย แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ถูกปาก จะเรียกข้าพเจ้าไปบอก ข้าพเจ้าก็จะไม่นิ่งนอนใจ รีบตรวจสอบทันทีทุกครั้ง ถึงลูกค้าจะมากสักเท่าไหร่แต่อาหารที่ร้านจะบริการได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่ขึ้นชื่อว่าอาหารไว ร้านข้าพเจ้าอาจจะเป็น ร้านขายส้มตำไก่ย่าง แห่งแรกในเมืองไทยที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์จัดการอาหารในครัวและควบคุม ข้าพเจ้าโชคดีมากที่มีลูกน้องไม่ว่าจะเป็นแม่ครัว พนักงานเสิร์ฟ พนักงานล้างจาน พนักงานทั่วไป ล้วนแต่ดีต่อข้าพเจ้า จึงตัดปัญหาเรื่องบุคลากรไปได้ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาได้เต็มที่ เมื่อทุกอย่างคิดว่าพร้อมแล้ว จึงได้มีการประชาสัมพันธ์ร้าน โดยรายการแรก คือ "อร่อย 5 บาท" "เสน่ห์แม่บ้าน(2ครั้ง)" "เดลินิวส์ชวนชิม โดยคุณอัญชัน" "ครัวไทยโพสต์ โดยคุณสันติ อิ่มใจจิตต์" "คู่สร้างคู่สม โดยฝาชีทอง (2ครั้ง)" "ชิมไป บ่นไป โดยคุณสมัคร สุนทรเวช" "หนังสือเดลินิวส์ชวนชิม 70ร้านอาหารชื่อดัง" "หนังสือ Flavor" ข้าพเจ้าไม่เคยลืมพระคุณของท่านที่ได้สนับสนุนเรา บุญคุณครั้งนั้นข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืม ในขณะที่เพลิดเพลินกับการขายอาหารอยู่นั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ไข้หวัดนกขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี 2547 ประชาชนแตกตื่นกลัวอย่างมาก เมื่อรัฐบาลประกาศไข้หวัดนก เราก็เลิกขายไก่ในวันนั้นเลย เรามีไก่ในสต็อกประมาณ 1000 ตัว เรารู้ว่าแหล่งที่เราซื้อไก่นั้นไม่มีโรคดังกล่าว ประกอบกับ 2 วันต่อมารัฐบาลจึงได้ประกาศว่าหากนำไก่ที่ปรุงสุกด้วยอุณหภูมิ 70°c จะทำลายเชื้อไวรัสได้ จึงได้เอามากินเองแจกลูกน้องคนละตัวต่อวัน ข้าพเจ้าก็กินด้วยเหมือนกัน พวกเราไม่มีใครกลัวโรคไข้หวัดนก แต่เชื่อมั๊ย หลังจากกินกันมาเป็นเดือน พวกเราก็เริ่มกลัวว่าจะมีใครขัน